กระแสความตื่นตัวในการลงทุนสินทรัพย์ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำกำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง หลังจากการเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่กองทุนรวมดัชนีในประเทศไทยกำลังทำผลงานได้อย่างโดดเด่น เหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์หลายสำนัก ข้อมูลดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จนี้ และทำไมนักลงทุนจำนวนมากจึงหันมาให้ความสนใจกับ “การลงทุนเชิงรับ” ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังส่งสัญญาณบวกเช่นนี้
โดยปกติแล้ว การลงทุนในกองทุนรวมดัชนีมักจะถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่เรียบง่ายและเป็นไปตามกลไกตลาด แต่สถานการณ์ล่าสุดกลับเผยให้เห็นถึงความได้เปรียบที่ซับซ้อนยิ่งกว่านั้น ดร. วิกรม กิตติธนากุล ได้เน้นย้ำว่า ผลตอบแทนที่น่าทึ่งนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการหลอมรวมกันของหลายสาเหตุ ทั้งการปรับตัวของตลาดหุ้นโลกที่ตอบรับกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศสู่ตลาดเกิดใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มองเห็นถึงศักยภาพของการสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงมหาศาลจากการเลือกหุ้นรายตัว
สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ กองทุนรวมดัชนีที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นสองภาคส่วนที่ได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกและการผลักดันนโยบายสีเขียวของภาครัฐ การที่กองทุนเหล่านี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีเยี่ยม สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชัดเจนว่า การลงทุนที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของโลก คือกุญแจสำคัญในการปลดล็อกโอกาสในตลาดขณะนี้ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มพิจารณาการปรับพอร์ตเพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้
สำหรับประเด็นที่ว่า ETF ต่างจากกองทุนรวมทั่วไปอย่างไร ก็ได้รับความกระจ่างในงานสัมมนาเดียวกันนี้ โดย ดร. วิกรม ได้อธิบายว่า แม้ทั้งสองจะเป็นการลงทุนในลักษณะรวมการลงทุน แต่ ETF หรือกองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ มีความยืดหยุ่นในการซื้อขายที่สูงกว่า สามารถซื้อขายได้ตลอดทั้งวันทำการเหมือนหุ้นสามัญ อีกทั้งยังมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการความคล่องตัวและต้องการลดต้นทุนการลงทุนลงให้มากที่สุด โดยเฉพาะในยุคที่ทุกบาททุกสตางค์มีความหมายต่อกำไรขาดทุน
จากสถานการณ์นี้ คำถามที่เกิดขึ้นในใจนักลงทุนจำนวนมากคือ สิ่งนี้จะส่งผลอย่างไรต่อทิศทางการลงทุนในอนาคต? ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดการณ์ว่า กระแสการลงทุนในกองทุนรวมดัชนีและ ETF จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนมือใหม่และนักลงทุนผู้มีประสบการณ์ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้จึงเป็นเสมือนสัญญาณที่บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันกลับมาทบทวนกลยุทธ์การลงทุน และพิจารณาให้ความสำคัญกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถ “พลิกเกม” พอร์ตการลงทุนของเราให้เติบโตตามเศรษฐกิจขาขึ้นได้อย่างแท้จริง
นักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาส อาจจะต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนรวมดัชนีและ ETF ที่เน้นลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและคว้าโอกาสสร้างผลกำไรในจังหวะที่ตลาดกำลังเอื้ออำนวยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่อาจจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกคนควรจับตาดูอย่างใกล้ชิด
