ดาวโจนส์พุ่งทำนิวไฮ รับงบแกร่ง-ลุ้นเจรจาช่องแคบฮอร์มุซ

การปรับตัวขึ้นของดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI) และดัชนี S&P 500 สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2569 ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ทั้งผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงความคืบหน้าเชิงบวกในการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนถึงการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นนักลงทุนและความต้องการเปิดรับความเสี่ยงในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

การพุ่งขึ้นของดัชนีดาวโจนส์และ S&P 500 สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 638.01 จุด หรือ 1.18% มาอยู่ที่ 54,723.89 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.60% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 0.39% โดยดัชนีดาวโจนส์และ S&P 500 ได้ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ ทั้งสามดัชนีหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มทำผลงานรายสัปดาห์ดีที่สุดในรอบ 5 วัน นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ดัชนีดาวโจนส์เคยพุ่งขึ้นกว่า 900 จุดในการซื้อขายวันก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ที่แข็งแกร่ง การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ลดลง

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ดัชนีดาวโจนส์ก็ปิดบวก 385.38 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป แม้ตลาดยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและข้อพิพาทด้านภาษีศุลกากร

บทบาทของผลประกอบการบริษัทและเทคโนโลยี AI

ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีส่วนสำคัญในการผลักดันดัชนีให้สูงขึ้น

  • หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI: หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเป็นแกนหลักของการปรับตัวขึ้นของตลาด สะท้อนจากผลประกอบการที่เกินความคาดหมาย
  • หุ้นกลุ่มชิป: กลุ่มผู้ผลิตชิปมีการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น เช่น Sandisk เพิ่มขึ้น 14.3%, Western Digital เพิ่มขึ้น 12.5% และ Micron Technology เพิ่มขึ้น 12.2%
  • หุ้นรายตัวอื่นๆ: บริษัท 3M พุ่งขึ้น 7.3% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรตลอดปีงบประมาณ 2569 และ Hasbro เพิ่มขึ้น 8.8% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้และกำไรทั้งปี

ในขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (บิ๊กเทค) ก็อยู่ภายใต้การจับตาของนักลงทุน โดยมีการประกาศผลประกอบการของ Tesla และ Alphabet ในวันที่ 22 กรกฎาคม และ Microsoft, Meta, Apple, Amazon ในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางของตลาด

ความคืบหน้าในการเจรจาช่องแคบฮอร์มุซ

ความคาดหวังเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง และลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ลง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ว่าสหรัฐฯ มีความคืบหน้าอย่างมากในการเจรจากับอิหร่าน และคาดว่าข้อตกลงอาจเกิดขึ้นได้ในเร็วๆ นี้

รายงานระบุว่า สหรัฐฯ อิหร่าน และโอมาน กำลังหารือแนวทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเสนอให้เรือที่เข้าสู่ช่องแคบใช้เส้นทางผ่านน่านน้ำของอิหร่าน และเรือที่ออกจากช่องแคบใช้เส้นทางผ่านน่านน้ำของโอมาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ย้ำว่า หากการเจรจาล้มเหลวและอิหร่านถอนตัว สหรัฐฯ พร้อมใช้มาตรการตอบโต้ทางทหาร

สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และข้อพิพาทการค้า

ถึงแม้ตลาดจะได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวก แต่ก็ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และข้อพิพาทการค้า โดยเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 มีเหตุการณ์สำคัญดังนี้:

  • ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง: กลุ่มฮูตี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบียในช่องแคบบับเอลมันเดบ ส่งผลให้เส้นทางเดินเรือบริเวณตอนใต้ของทะเลแดงถูกปิดสำหรับเรือของซาอุดีอาระเบีย และทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
  • ข้อพิพาทด้านการค้า: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมจากแคนาดาในอัตรา 50% โดยอ้างว่าแคนาดาเลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ระบุว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการฝ่ายเดียวและขัดต่อข้อตกลงการค้าแคนาดา–สหรัฐฯ–เม็กซิโก (CUSMA)

ปัจจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความผันผวนและความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่ในเศรษฐกิจโลก แม้ตลาดหุ้นจะมีการปรับตัวขึ้น

ภาพรวมรายกลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นเด่น

จากการวิเคราะห์รายกลุ่มอุตสาหกรรม ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 หุ้น 9 จาก 11 กลุ่ม ในดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยมีกลุ่มที่โดดเด่นดังนี้:

  • กลุ่มเทคโนโลยี: เพิ่มขึ้น 2.35%
  • กลุ่มพลังงาน: เพิ่มขึ้น 1.15%

ส่วนกลุ่มที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ลดลง 1.00% และกลุ่มบริการด้านการสื่อสาร ลดลง 0.85% สำหรับหุ้นเด่นรายตัวที่ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ Sandisk, Western Digital และ Micron Technology ในกลุ่มผู้ผลิตชิป นอกจากนี้ 3M และ Hasbro ก็มีการปรับตัวขึ้นหลังประกาศคาดการณ์ผลกำไรที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม หุ้นอย่าง MSCI ร่วงลง 10% แม้รายได้ไตรมาสล่าสุดจะสูงกว่าคาด แต่บริษัทได้ปรับเพิ่มประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตลอดปีงบประมาณ 2569 ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นออก

การวิเคราะห์ทิศทางดัชนีหุ้นดาวโจนส์ในระยะถัดไป

ทิศทางของดัชนีหุ้นดาวโจนส์ในระยะถัดไปมีแนวโน้มที่จะได้รับอิทธิพลอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในปัจจุบัน หากผลประกอบการยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาด

นอกจากนี้ ความคืบหน้าของการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศและสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หากการเจรจาประสบความสำเร็จ จะช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างบรรยากาศที่ดีต่อการลงทุน อย่างไรก็ตาม หากเกิดความตึงเครียดหรือข้อพิพาทใหม่ๆ อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดได้ นักลงทุนควรติดตามประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุนในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท